บัญชีข้อมูลยาและรหัสยามาตรฐานของไทย

Thai Medicines Terminology

เกี่ยวกับ TMT

การพัฒนาบัญชีข้อมูลยาและรหัสยามาตรฐานของไทย (Thai Medicines Terminology – TMT)

รัฐบาลปัจจุบันมีนโยบายสำคัญที่จะพัฒนาระบบประกันสุขภาพภาครัฐให้เป็นเอกภาพ ประชาชนในทุกระบบหลักประกันสุขภาพได้รับสิทธิประโยชน์หลักเท่าเทียมกัน ในขณะเดียวกันรัฐก็ต้องควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยสามารถบริหารจัดการระบบการเงินการคลังสุขภาพในระยะยาว (Long term health financing) ให้มีประสิทธิภาพ

สัดส่วนของค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วเกิดจากการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสมและฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น แต่รัฐไม่มีกลไกระบบข้อมูลสารสนเทศด้านยาในการกำกับ ติดตาม และตรวจสอบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากยังไม่มีบัญชีข้อมูลยาและรหัสยามาตรฐานระดับประเทศที่สามารถตอบสนองระบบข้อมูลสารสนเทศด้านยาและการรักษาพยาบาล ได้หลายระบบงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับยาของกองทุนประกันสุขภาพของประเทศทั้ง 3 กองทุน

คณะกรรมการกำหนดระบบบริหารยา เวชภัณฑ์ การเบิกจ่ายค่าตรวจวินิจฉัยและค่าบริการทางการแพทย์ที่มีรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน จึงให้มีการดำเนินการพัฒนาบัญชีข้อมูลยาและรหัสยามาตรฐานของไทย (Thai Medicines Terminology – TMT) เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้บัญชีข้อมูลยาและรหัสยามาตรฐานเดียวกัน TMT พัฒนาโดยอ้างอิงมาตรฐานสากล ที่เรียกว่า Systematized Nomenclature of Medicine–Clinical Terms (SNOMED-CT) มาปรับให้เข้ากับบริบทระบบยาของประเทศไทย

เหตุผลในการดำเนินการพัฒนาบัญชียาและรหัสยามาตรฐาน

สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรี (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) มีนโยบายพัฒนาระบบประกันสุขภาพภาครัฐให้เป็นเอกภาพ เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ในทุกระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศได้รับสิทธิประโยชน์หลักเท่าเทียมกัน และรัฐสามารถบริหารจัดการระบบการเงินการคลังสุขภาพในระยะยาว (Long term health financing) ภายใต้การใช้จ่ายงบประมาณที่เหมาะสม และในการประชุมเชิงนโยบายเรื่อง “การเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ”

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2555 ณ ทำเนียบรัฐบาล พณฯ นายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังเรื่องการพัฒนาระบบการเงินการคลังของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ที่เสนอให้มีการพัฒนาในประเด็นที่สำคัญ 6 ประการ หนึ่งในประเด็นที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วนคือ การกำหนดรหัสยาและเครื่องมือแพทย์ให้เป็นมาตรฐาน สาหรับใช้ในการบริหารของทั้ง 3 กองทุนหลักประกันสุขภาพของประเทศ

อนุสนธิจากการประชุมดังกล่าวที่อาคารกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2555 กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางได้จัดให้มีการประชุมหารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา องค์การเภสัชกรรม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานประกันสังคม สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำนักสารสนเทศบริการสุขภาพ และศูนย์พัฒนากลุ่มโรคร่วมไทย มีข้อสรุปว่าการดำเนินการบริหารจัดการระบบการเงินการคลังสุขภาพในระยะยาวจะสามารถดำเนินการได้ และพบว่าปัญหาสำคัญเนื่องจากค่าใช้จ่ายจากการการใช้ยาอย่างฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นในระบบบริการสุขภาพของไทยเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข แต่ปัจจุบันรัฐยังไม่มีกลไกด้านข้อมูลสารสนเทศด้านยาที่ใช้ในการกำกับ ติดตามและตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลไกด้านข้อมูลสารสนเทศด้านยาไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีระบบมาตรฐานบัญชีข้อมูลยาและมาตรฐานรหัสยา ที่ได้รับการยอมรับและใช้งานได้หลายงาน/หน้าที่ (functions) เช่น งานด้านบริหารสินค้าคงคลัง (drug inventory) การบริหารการเบิกจ่าย (healthcare service reimbursement) งานบริการทางคลินิก (Clinical care functions) ทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ ในที่ประชุมจึงมีมติมอบหมายให้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขไปจัดทำแนวทางการกำหนดระบบมาตรฐานบัญชีข้อมูลยาและรหัสยาของประเทศต่อไป

และสืบเนื่องจากการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2555 ได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดระบบบริหารยา เวชภัณฑ์ การเบิกจ่ายค่าตรวจวินิจฉัยและค่าบริการทางการแพทย์ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นกรรมการและเลขานุการ เพื่อทำหน้าที่จัดทำข้อเสนอระบบบริหาร ระบบตรวจสอบ ติดตามในการเบิกจ่ายยา เวชภัณฑ์ การเบิกจ่ายค่าตรวจวินิจฉัยและค่าบริการทางการแพทย์ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานประกันสังคมและกรมบัญชีกลาง รับไปดำเนินการปฏิบัติต่อไป คณะกรรมการกำหนดระบบบริหารยา เวชภัณฑ์ การเบิกจ่ายค่าตรวจวินิจฉัยและค่าบริการทางการแพทย์ ได้มีการประชุมครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2555 และได้มีมติเห็นชอบให้พัฒนาบัญชีข้อมูลยาและรหัสยามาตรฐานเพื่อใช้ในการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพของประเทศ โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการดำเนินงานเรื่องดังกล่าว ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และมหาวิทยาลัย ในรูปคณะอนุกรรมการ โดยให้ดำเนินการรูปแบบโครงการ มีการกำหนดเป้าหมาย แผน และระยะเวลาดำเนินการ ที่ชัดเจน และให้นำเสนอความก้าวหน้าให้คณะกรรมการฯ ทราบเป็นระยะ

สาเหตุสำคัญที่ประเทศไทยยังไม่มีกลไกด้านข้อมูลสารสนเทศด้านยาที่ใช้ในการกำกับ ติดตามและตรวจสอบการสั่งใช้ได้อย่างประสิทธิภาพ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีบัญชีข้อมูลยาและรหัสยามาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย